โรคของคนยุคใหม่ : ไม่อยากอยู่ แต่ก็ไม่อยากตาย

เจอบทความน่าสนใจ ค่อนข้างตรงกับตัวเองและหลายๆคนรอบตัว ขอมาลงเอาไว้ในอนาคตจะอ่านจะได้ตามหาง่ายๆหน่อย

เคยเป็นกันไหม

โรคของคนยุคใหม่ : ไม่อยากอยู่ แต่ก็ไม่อยากตาย

ระยะนี้มีผู้ทุกข์มาปรึกษาด้วยอาการคล้ายๆ กัน หลายๆ ราย ต่างก็บอกว่า ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ไม่มีอะไรตื่นเต้นอีกแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากตาย โดยเฉพาะ…ยังไม่คิดถึงการฆ่าตัวตายด้วย

จึงถือว่าไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรืออยากฆ่าตัวตาย

ผู้ทุกข์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงโสด วัย 30 ต้นๆ มีการศึกษาดี จบปริญญาตรี หลายรายจบปริญญาโทจากต่างประเทศ มีการงานทำ มีเงินเดือนดี พอใช้สบายๆ อยู่กับครอบครัวพ่อแม่ อบอุ่นดีไม่มีเรื่องทะเลาะให้หมางใจ บางรายอยู่คอนโดนตามลำพัง ร่างกายก็แข็งแรง เพื่อนฝูงก็มี ฐานะพ่อแม่ปานกลาง ไม่เดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจเลย

หลายคนมีแฟน แต่เลิกกันแล้ว และบางคนไม่เคยมีแฟน

เขาบอกว่าในแต่ละวันก็ไปทำงาน เย็นไปออกกำลังกาย หรือเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า กลับบ้าน กินข้าวเย็นกับพ่อแม่ ดูทีวี อ่านหนังสือ คุยโทรศัพท์กับเพื่อน แล้วก็นอน…เช้าก็ตื่นไปทำงานอย่างเดิม

ถ้าเป็นวันหยุดก็อาจจะนัดเพื่อนสนิทไปต่างจังหวัด หรือไปกินข้าวนอกบ้าน ได้หัวเราะเฮฮาบ้าง

ดูๆ ชีวิตก็ลงตัวดี ไม่มีทุกข์ร้อนอะไร มีอิสระและสามารถทำอะไรได้คล่องตัว

แล้วจู่ๆ ก็มีประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของพวกเขาบ่อยๆ ว่า…

ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ไม่มีอะไรตื่นเต้นแล้ว แลดูเฉยๆ เหมือนเดิม

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนดี ไม่มีความประพฤติเสียหาย

ผมวิเคราะห์ว่า คนเหล่านี้กำลังขาดสิ่งที่สำคัญยิ่งในชีวิตบางอย่าง คือ

1. ความเชื่อ บุคคลเหล่านี้ไม่เชื่อถือปรัชญาหรือศาสนาอย่างลึกซึ้ง พอที่จะเป็นเครื่องนำทางชีวิต เช่น ถ้าเขาเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และวัฏจักรสงสารได้จริงๆ เขาก็จะรู้ว่าเขามีชีวิตอยู่เพื่อใช้กรรมเก่า ซึ่งมีกันทุกคน และต้องกสร้างกรรมใหม่ที่ดีๆ ให้มากขึ้น เพื่อจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตและในชาติต่อๆ ไป ความเชื่อนี้จะทำให้เขากระตือรือร้นและอยากทำหน้าที่ชีวิตที่ดีๆ ต่อไป

2. ความรัก มักขาดความรักมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงอยู่กับความแห้งแล้ง ไม่ได้รักพ่อแม่อย่างแท้จริง และก็ไม่รักตัวเองหรือรักใครอื่นๆ ด้วย จึงไม่เคยคิดจะหยิบยื่นความรักให้ใคร และก็ไม่เคยได้รับความรักจากใครด้วย

แล้วชีวิตจะซาบซ่านได้อย่างไร ถ้าหากขาดการให้และการได้รับความรัก… เพราะความรักทำให้ชีวิตซาบซ่า- ซาบซ่าน เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส และสร้างสรรค์

3. ความหวัง คนที่ขาดความเชื่อในเรื่องอนาคตมักจะไม่กล้าหวัง หรือถ้าจะหวังก็หวังแต่เพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ทำให้ชีวิตไม่ตื่นเต้น ไม่ท้าทาย

4. การอภัย คนเหล่านี้มักขาดการให้อภัยตัวเองและคนอื่น จำข้อบกพร่องของตนเองและคนอื่นได้แม่นยำ คิดถึงบ่อยๆ จึงทำให้นึกถึงตัวเองในแง่ไม่ดี และมองคนอื่นไม่ดีไปด้วย โลกจึงไม่ค่อยสดชื่นน่าอภิรมย์นัก

คนที่ขาดทั้ง 4 ข้อนี้ บางคนเป็นคนฉลาด มีการศึกษาดี ร่ำรวย แต่มีชีวิตอยู่แบบซังกะตายเหมือนขาดความมีชีวิตชีวา

บางคนพยายามทำบุญหรือบริจาคทาน แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์นัก เพราะใจไม่ได้ศรัทธา หรือเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมจริงๆ หรือสักแต่ทำบุญทำทานไปตามประเพณีเท่านั้น ความซาบซึ้งใจและความคาดหวังจึงยังไม่เกิดขึ้น

บางคนนำเอาเรื่องการปล่อยวางมาใช้ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ไปนิพพานได้เร็วขึ้น ในขณะที่ใจไม่พร้อมจะปล่อยวาง ยังมีกิเลสอยู่มาก จึงปล่อยวางจริงๆ ไม่ได้ เกิดความสับสนและท้อถอยยิ่งขึ้น ทุกข์ยิ่งเพิ่มขึ้น เซ็งตัวเองมากขึ้น

เราต้องรู้จักใช้ปัญญาคิดให้เป็นว่า ยามใดต้องใช้ศรัทธานำชีวิต และยามใดต้องการใช้การปล่อยวางนำชีวิต จึงจะทำให้เกิดสมดุลของชีวิตได้

ลองลดตัวเองลง ถ่อมตัวเองลงบ้าง และเริ่มสร้างความเชื่อ ความรัก ความหวัง และรู้จักการให้อภัยมากขึ้นซิ

อาจจะพบว่าตัวเองอยากมีชีวิตอยู่แบบมีชีวิตชีวา (Alive&Lively) มากขึ้นก็ได้

ผู้เขียน ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ

เครดิต : Facebook page "จิต"

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s