ข้าคือใคร?

เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมเล่าให้เพื่อนที่ทำงานคนนึงฟังถึงนิสัยส่วนตัวผม ที่ไม่ค่อยได้เล่าให้คนอื่นฟังว่า ผมเป็นคนชอบเดิน เดินไปเรื่อย ๆ ฟังเพลงไปเรื่อย ๆ ชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย แล้วมองและคิดต่อสตอรี่ต่างๆจากสิ่งที่เจอ เพื่อนผมมีมุมมองกับสิ่งที่ผมทำว่ามันช่างอินดี้ และคิดแทนคนอื่นเสียจริงๆเลย

ผมขออธิบายเพิ่มถึงนิสัยส่วนนั้นของผมก็แล้วกันครับ ตัวผมการเดินกลับบ้านเส้นทางเดิม ๆ เป็นปี ๆ อาทิตย์ละ 1-3 วัน เดินมาสามสี่ปีก็ยังไม่เคยเบื่อ ที่ไม่เบื่อเพราะว่าสิ่งที่น่าสนใจมันคือสิ่งที่อยู่ระหว่างทาง ผมชอบที่จะมองและสังเกตคน สัตว์ สิ่งของ รอบ ๆ ตัวระหว่างทางเดินกลับบ้าน แล้วก็คิดต่อเรื่อยเปื่อย เช่น เห็นรถติดอยู่ตรงสี่แยก แล้วรถทุก ๆ คันก็จะพากันก้มหน้าก้มตากดสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตกัน สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นคือ เมื่อตอนที่เราเริ่มเดินกลับบ้านใหม่ ๆ มันมีเหตุการณ์แบบนี้หรือเปล่า? แล้วในอนาคตมันจะเป็นยังไง? ทำไมไม่อ่านหนังสือกัน? เดี๋ยวนี้คนไม่คุยโทรศัพท์กันระหว่างรอรถติดอีกแล้วเหรอ? หรือบางทีก็จะเป็นความคิดแปลกๆประมาณว่า เห้ย! ขอทานคนนี้หน้าตาไม่ค่อยคุ้นเลย เขาเป็นขอทานจริงเหรอ? หรือใครปลอมตัวมาจากไหนเพื่อมาทดลองเป็นขอทานเพื่อจะสำรวจอะไรบางอย่างจากสังคมหรือเปล่า?

นั่นคือนิสัยและสันดานของผมที่ถูกฝึกมาครับ(ไม่ใช่หมา แต่ฝึกมาจริง ๆ ) เพื่อนผมมองว่าอันนี้มันช่างเป็นนิสัยที่ช่างอินดี้ และคิดแทนคนอื่นซะจริงๆเลยทีเดียว แต่เมื่อผมลองคิดดูในสองประเด็นนั้น ผมคิดว่าจริงๆแล้วเพื่อนผมเข้าใจผมผิดไป (ผมเสียใจเล็กน้อย ถ้ามีคนที่คิดว่าผมเป็นแบบที่เพื่อนผมบอก อ่านให้จบแล้วผมจะอภัยให้ ได้โปรดให้ผมอธิบายตัวผมเองด้วย)

ข้อแรก ผมไม่ได้อินดี้

ทำไม ผมถึงบอกว่าผมไม่อินดี้? คำถามนี้ตอบได้ด้วยการนิยามคำว่าอินดี้กันก่อน อินดี้คืออะไร หมายถึงอะไร ในนิยามของพวกคุณ? ถ้าถามผม INDY สำหรับผม มันคือตัวย่อของคำว่า Independent ซึ่ง มีความหมายได้สามอย่างตามที่อากู๋บอกเอาไว้คือ

  1. free from outside control; not depending on another’s authority.
  2. not depending on another for livelihood or subsistence.
  3. not connected with another or with each other; separate.

โดยรวมทั้งสาม definition นั้นสื่อไปทางเดียวกันก็คือ เป็นตัวของตัวเอง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น ถ้าอ่านที่ผมเล่าเอาไว้ จะเห็นว่า ผมพยายามทำตัวผมให้เป็นคนคนนั้น พยายามที่จะหลอมกลืนเป็นตัวเขาผ่านทางการสังเกตอากัปกริยา การกระทำ การแต่่งตัว และอื่นๆด้วยตา ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง ๆ ตัวผมยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างมากที่มาควบคุมปัจจัยการดำรงชีวิตของผมเอง ผมยังคงก้มหน้าเขียนโปรแกรมไปวันๆ ผมยังพยายามที่จะเข้าสังคมเพื่อที่จะได้มีเพื่อน มีแฟน มีหน้ามีตามีพื้นที่ในสังคมที่ผมอาศัยอยู่นี้บ้าง สุดท้ายสำปรับประเด็นนี้ถ้านิยามคำว่าINDYของคุณตรงกับของผมแล้วยังคิดว่าผมเป็นคนอินดี้ ผมว่าคุณนิยามให้ผมเป็นคนขี้เสือกยังตรงกว่า(และผมไม่โกรธด้วย)

ข้อสอง ผมไม่ได้คิดแทนคนอื่น

ทำไม ผมถึงกล้าพูดว่าผมไม่ได้คิดแทนคนอื่น? เหมือนเดิมครับ เรามานิยามคำว่า “คิดแทนคนอื่น” กันก่อน คิดแทนคนอื่นของคุณคืออะไรกันบ้าง? สำหรับผม คิดแทนคนอื่นก็คือ การที่เราไปตัดสินการกระทำ/ความคิด แทนคนอื่น (judgment) ผมมองว่า สิ่งที่ผมทำมันเป็นการพยายามที่จะหามุมมองอื่นๆมามองเหตุการณ์นั้นๆ ซะมากกว่า ผมไม่ได้ไปตัดสินใจแทนคนที่กดสมาทโฟนในระหว่างรถติดว่าเขาทำผิด ผมไม่ได้ตัดสินใจว่าคุณคนผมหยิกคนนั้นไม่เหมาะกับเสื้อสีแดงกางเกงเขียว ผมไม่ได้มองว่าขอทานเป็นสิ่งเลวร้าย แต่สิ่งที่ผมมอง ผมมองว่าเขาทำเพื่ออะไร ทำไมเขาถึงต้องทำ มีอะไรบังคับให้เขาทำหรือเปล่า สิ่งที่ผมทำคือการตั้งคำถาม ผมไม่คิดว่าการที่ผมตั้งคำถาม จะเป็นอย่างเดียวกับการคิดแทนคนอื่น ผมเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ ที่จะคิดและทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเองตราบเท่าที่มันไม่รบกวนคนอื่น และเคารพสิทธิ์ของคนอื่นด้วยเช่นกัน เพราะฉนั้นถ้าเขาจะเป็นขอทาน จะเป็นคนในสังคมก้มหน้า จะเป็นคนแต่งตัวประหลาด ผมไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาผิด ผมแค่มองว่าเขาก็คน เราก็คน แค่นั้นเอง

สุดท้าย ขอทิ้งไว้หนึ่งประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจนะครับ ประเด็นตามชื่อบล๊อก ทุกวันนี้เรารู้จักตัวเองกันดีพอแล้วหรือยัง?

ป.ล. ตอนเขียนจบย่อหน้าข้างบน ผมมีความคิดแว้บเข้ามาว่า “เห้ย หรือจริงๆแล้ว กูแม่งไม่รู้จักตัวเอง จริงๆแล้วกูแม่งโคตรอินดี้และคิดแทนคนอื่นจริงๆ แต่กูดันเสือกนิยามคำว่า อินดี้กับคิดแทนคนอื่นผิดเอง”

Advertisements

3 thoughts on “ข้าคือใคร?

  1. จริงๆก็ไม่ได้บอกว่าการคิดแบบนั้นเป็นการ Judgement อะไรหรอก แค่แปลกใจว่าในแนวที่ว่า ทำไมต้องไปสนใจอะไรเรื่อยเปื่อย แบบนั้นมากกว่า หรือว่า ปกติเราก็มัวแต่คิดถึงแต่ตัวเองหว่า…

  2. แต่ไม่ได้บอกว่าผิดนะ แค่เข้าไม่ถึงอะไรแบบนี้ แหะๆ

  3. 55555 บอกแล้วว่ามันเป็นนิสัย ทั้งด้วยตัวงานและสิ่งแวดล้อมรอบตัว มันเลยต้องสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวตลอดเวลา ยกตัวอย่างเรื่องงานก็จะเห็นง่ายๆเลยพวกงานที่เป็นsupport เราต้องลองนึก scenario ให้ได้เพื่อที่จะ replicate issue และมองหา root cause. หรืออย่างเราเดินกลับบ้านก็ต้องมองรอบตัวตลอดเวลา ไหนจะรถบนถนนเอย มอไซค์บนทางเท้าเอย ยังไม่นับเรื่องพวกฮาร์ดเซล ที่จ้องจะขายตรง แต่ทีนี้ปัญหาถัดมาคือเราสมาธิสั้น พอมองแล้วโฟกัสอะไรซักอย่าง มันก็หลุดจินตนาการอะไรไปเรื่อยเปื่อย

    ทีนี้รูปแบบการใช้ชีวิตที่มันต่างกัน(e.g. ไม่ต้องเสี่ยงตายกับ9ทางม้าลายทุกเย็น, ไม่ต้องทำงานที่มี SLA อยู่ที่ 2-4 ชั่วโมงกดดัน) มันก็เลยทำให้อั๋นไม่ได้มองโลกแบบที่เรามอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s