ทำไมกันนะ

ผมเคยคุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งครับ จำไม่ได้ว่าครั้งแรกนั้นคุยกันยังไงทำไมมันถึงมาเข้าประเด็นนี้ได้ แต่ที่ผมจำได้คือเพื่อนผมบอกว่า “มึงมันมีแม่เหล็กดูดคนเศร้า เห็นคนเศร้าเมื่อไหร่มึงจะใจอ่อนทุกที เขาไม่บอกมึงมึงก็รู้ได้เอง แล้วมึงก็เจ็บตัวเพราะความใจอ่อนของมึงทุกที” และมันก็จะคอยย้ำเสมอเวลาผมมีเรื่องทำนองนี้ไปเล่าให้มันฟัง เรื่องที่ผมเล่ามันก็จะทำนองว่า กูไปหลงสาวคนนึงอีกแล้วหว่ะ เรื่องมันประมาณนี้นี้ๆๆๆๆๆ กูรู้สึกสงสารหว่ะแต่ใจนึงก็รู้สึกรักเขาขึ้นมาเลย แล้วเพื่อนผมก็จะยกquoteข้างบนมาพูดซ้ำเรื่อยๆ แล้วก็บอกว่ามึงมีดีเกือบหมดยกเว้นใจอ่อนจนโง่

หลังจากโดนมันด่ามาเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายปี ผมก็เฝ้าหาคำตอบของสองคำถามนี้มาตลอดว่า 1. ทำไมกันนะ ผมถึง detect ความเศร้าได้โดยไม่รู้ตัว 2.ทำไมเราต้องไปหลงรักเขาเรื่อยไป

จนมาเมื่อวันสองวันก่อน ผมมีโอกาสได้อ่านบทความนึงครับที่มันมาให้คำตอบคำถามข้อที่สองของผม บทความนี้เลยครับคลิกไปอ่านกันได้ไม่ยาวมากนัก Why We Love Each Other, Warts (Especially) and All … and why no one really wants a perfect partner สำหรับคนที่ขี้เกียจแปลผมก็จะเล่าให้ฟังว่า

ในบทความเป็นการสรุปผลทดลองของกลุ่มคนจำนวนนึงโดยการให้ฟังคลิปเสียงของคนที่มาทำการถามตอบคำถามชุดหนึ่ง แล้วให้เลือกโหวตว่าผู้ฟังชอบ ผู้ตอบคำถามคนใดโดยใช้ความชอบส่วนตัวเป็นเกณการตัดสิน โดยในคลิปเสียงจะมีคลิปเสียงของคนที่ ไม่ได้ทำกาแฟหก และคนที่ทำแก้วกาแฟหก ผลจากการทดลองปรากฏว่า ผู้ฟังชอบคนตอบคำถามที่ทำกาแฟหกแบบนำโด่งเลยครับ เหตุผลที่เป็นแบบนี้เพราะว่า ทางผู้ทำงานวิจัยเขาบอกมาว่า ในกลุ่มคนที่เป็นเพอเฟคชั่นนิส หรือไม่มีข้อผิดพลาดนั้น เป็นกลุ่มคนที่เป็นเพอเฟคชั่นนิสกลุ่มนี้เนี้ย ทำให้เกิดบรรยากาศระยะห่างระหว่างพวกเขา ส่วนกลุ่มคนที่ซุ่มซ่ามนั้นจะให้ความรู้สึกว่าใกล้ชิดกว่า มีความเป็นปุถุชนมากกว่ากลุ่มเพอเฟคชั่นนิส

ในบทความยังอ้างอิงเพิ่มถึงอีกงานวิจัยหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานศิลปะ เขาอธิบายเอาไว้ว่างานศิลปะ และงานฝีมือต่างๆเนี่ย มันดึงดูดกว่าผลงานที่ทำด้วยเครื่องจักร เพราะว่าพวกงานแฮนด์เมดนั้นมี ข้อผิดพลาดอยู่บ้าง และข้อผิดพลาดพวกเนี้ย มันดันเป็นตัวดึงดูดให้คนสนใจในผลงานมากกว่างานที่เรียบๆเพอเฟคๆจากเครื่องจักร

จากตัวบทความทั้งสองบทความมันก็พอจะสรุปออกมาได้ว่า ความสวยงามเนี่ยมันซ่อนตัวอยู่ในความไม่เพอเฟคนั่นเอง

ตรงนี้มันก็เลยมาตอบคำถามข้อสองผมได้ว่า ทำไมเวลาผมเห็นคนที่กำลัง low, down แล้วผมต้องรู้สึกหลงไหลในตัวเขาเรื่อยไปทุกที มันอาจจะเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของผมเองด้วยที่ชอบสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวและมองหาที่มาที่ไปของมัน เมื่อเราบังเอิญสังเกตเห็นจุดอ่อนแอเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหันของคนๆนึง เราก็เลยสังเกตเขามากขึ้นๆ พยายามทำความเข้าใจกับเขามากขึ้น ใส่ใจเขาไปเรื่อยๆจนเรารู้ชัดว่าเขามีปัญหา มีเรื่องอะไรบางอย่างแน่ๆ แต่เมื่อมันมาถึงจุดนี้ตัวผมเองก็มาติดกับดักทางด้านจิตวิทยาที่ผมยกตัวอย่างมาให้อ่านข้างบนแทนเองซะอีก

ไม่รู้จะจบบล๊อกนี้อย่างไรดี เพราะรู้สึกว่าหาประเด็นอะไรไม่ค่อยได้ แต่ยังรู้สึกว่ามีเรื่องให้เขียนอีกเยอะ เกี่ยวกับคำถามสองข้อที่ผมเฝ้าถามตัวเองมาตลอด แต่ไม่รู้จะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดอย่างไร ก็เอาเป็นว่าขอตัดจบแบบทุกที

สวัสดี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s