ญี่ปุ่น: ทริปสโลว์ไลฟ์แบบด่วนๆ (2)

ตอนนี้เขียนนานมากครับ ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนวันเดียวหลังจากบล๊อกก่อน แต่กลายเป็นว่าใช้เวลาทั้งอาทิตย์เลย บล๊อกนี้เป็นบันทึกความวุ่นวายเล็กๆของผมตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางจนถึงที่พักแรกในเมืองสึรึชิ(Tsuru-shi)

#1 – สนามบินสุวรรณภูมิ

ผมเริ่มทริปด้วยเรื่องตื่นเต้นตั้งแต่เริ่มทริปเลย เรื่องมันคือว่าหลังจากผ่านตม.เข้ามาในเกทก่อนเวลาขึ้นเครื่องประมาณชั่วโมงกว่าๆ แพลนว่าจะหามื้อเย็นกินแล้วนอนพักซักงีบ ระหว่างที่เดินไปโซนร้านอาหาร มีนักท่องเที่ยวคนนึงมาสะกิดๆหลังผม พร้อมกับยื่นboarding pass กับ พาสปอตให้ผม ครับ แอบ งงไปเล็กน้อย พออ่านชื่อดูก็ปรากฏว่า…ครับ ของผมเอง พาสปอต บอร์ดดิ้งพาส ใบตม.ขาเข้า หลุดออกจากกระเป๋ากางเกงทั้งหมดเลย เรียกว่าหมดอารมณ์กินเลยทีเดียว เพราะถ้าหายหมดแล้วไม่มีคนตามเอามาให้แบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปวิ่งตามหาที่จุด lost & found แล้วจะทันเวลาขึ้นเครื่องไหม

#2 – First time Fuji

เที่ยวบินของผมเป็นเที่ยวบินกลางคืนครับ เริ่มบินสี่ทุ่มเวลาไทย ไปถึงญี่ปุ่นประมาณ 6โมงเช้า ญี่ปุ่น แต่เป็นไฟลท์ที่ค่อนข้างหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะว่าที่นั่งข้างหน้าผมเป็นครอบครัวที่มีเด็กอ่อนบินมาด้วย ซึ่งน้องคนนี้ก็ร้องไห้ตลอดเวลา เรียกได้ว่าแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเลยทีเดียว ระหว่างหลับๆตื่นๆอย่างไม่ค่อยมีสตินั้น ผมก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างแรกของวันโผล่ขึ้นมาพร้อมกับฟูจิซังที่โผล่มาทักทายกันยามเช้า เรียกว่าความหงุดหงิดทั้งหลายหายวับไปทันที

IMG_7172
ฟูจิซังครั้งแรก

#3 – Landed and chaos at airport

ก่อนบินผมได้ทำแพลนการเดินทางหลักๆเวลาที่ต้องเปลี่ยนเมือง เอาไว้แล้วครับผ่านทาง http://www.hyperdia.com ด้วยความที่ตัวเว็ปนี้มีความน่าเชื่อถือสูงมาก ผมเลยวางใจแผนการเดินทางทุกอย่างไว้กับแผนที่ได้จาก Hyperdia มากๆ แต่… ทุกๆอย่างผิดพลาดกันได้ครับ ในแผนการเดินทางของผมนั้นจะต้องมีนั่งรถเมล์ไปด้วยแต่ แต่ในแผนไม่ได้บอกว่าต้องขึ้นรถเมล์จาก Domestic Terminal ที่เท่าไหร่ ซึ่งที่ฮาเนดะนั้นมี Domestic ทั้งหมด 2 terminal และการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง นั่นไม่ใช่เดิน5นาทีแบบที่เขียนเอาไว้ เพราะนั่งรถบัสเปลี่ยนเทอมินอลยังใช้เวลาเกินนั้นเลย ผมตัดสินใจไปลองดูที่ D1 terminal ไปถึงก็พบว่า… ไม่มีคนไม่มีรถเมล์ใดๆทั้งสิ้น มีแต่ป้ายรถเมล์พร้อมกับภาษาญี่ปุ่นยุ่บยั่บ เลยเดินเข้าไปถามพนักงานที่อยู่ด้านใน terminal ก็ปรากฏว่าไม่มีคนตอบได้ว่าผมต้องขึ้นที่นี่รึเปล่า เลยลองตัดสินใจนั่งรถต่อไปที่ D2 terminal และทุกอย่างก็เหมือนเดิม ผมสรุปกับตัวเองว่าผมหลงทางตั้งแต่ยังไม่ออกจากสนามบิน!

เลยตัดสินใจกลับไปที่ International terminal เพราะคิดว่าพนักงานที่international น่าจะพูดภาษาอังกฤษได้มากกว่า แต่ก็ผิดคาดเหมือนเดิมครับ พนักงานที่บูท Travel & Ticket information service ตอบอะไรผมไม่ได้เลย T-T ได้แต่ชี้ๆให้ผมบอกไปรอคิวแล้วถามพนักงานที่บูท JR ticket แทน ก็เลยต้องตามๆเขาไป

หลังจากยืนรอคิวอยู่ที่บูท JR ประมาณเกือบชั่วโมงก็ถึงคิวผม หลังจากยื่นแพลนให้จนท.ดู จนท.ก็ร้องโอ้ววทันที พร้อมกับบอกว่า ผมควรจะต้อง replan สำหรับวันแรกใหม่หมดเลย เพราะถ้าผมใช้แพลนเดิมผมหลงทางไปโผล่เมืองอื่นแน่ๆ พร้อมกับเขาเสนอตัวว่าจะจัดการbook ตั่วสำหรับรถไฟเที่ยวอื่นๆที่เป็นของ JR และผมจะต้องใช้ในแพลนเอาไว้ให้ผมด้วยถ้าผมสนใจ ผมเลยตอบตกลงทันที ระหว่างที่จัดการเรื่องbook ตั๋วล่วงหน้าจนท.ก็คุยๆกับๆผมว่าผมหาที่พัก ผมจัดการแพลนนี้ขึ้นมาได้ยังไง ทำเองคนเดียวเลยเหรอ พร้อมกับตกใจเล็กๆ ที่เห็นผมไปรู้จักและไปเที่ยวเมืองเล็กๆทีไม่ใช่ โตเกียว เกียวโต โยโกฮาม่า แบบคนอื่นๆ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ยกเว้นก็แค่เวลา.. ผมเหลือเวลาน้อยมากหลังจากจัดการเรื่องตั๋วเสร็จ จนท.บอกผมแค่ว่าให้ผมรีบไปที่ชินจูกุด่วนที่สุด เพราะไม่งั้นผมอาจจะตกตกรถไฟและไปไม่ทันเวลาที่นัดกับโฮสแรกเอาไว้ได้

haneda-to-sachio-house
แผนการเดินทางจากสนามบินไปบ้านพักหลังแรกที่ถูกยกเลิกแล้วเปลี่ยนใหม่หมด

#3 – จะไปบ้านนอก

waiting for NEX8 train at Shinjuku station
waiting for NEX8 train at Shinjuku station

มาถึงชินจูกุก่อนเวลาเล็กน้อย ผมต้องใช้รถไฟสาย NEX8 (Narita EXpress train) เพื่อเดินทางออกไปยังสึรึชิ รถไฟสายนี้เป็นรถไฟด่วนพิเศษจากสนามบินนาริตะถึงสถานีคาวางุจิโกะครับ ดังนั้นหน้าตาจริงๆก็ค่อนข้างหรูหราพอสมควร เพราะถือเป็นรถด่วนพิเศษที่เป็นหน้าเป็นตาของการท่องเที่ยวด้วย แต่ผมไม่ได้ถ่ายภาพภายในและภายนอกรถมามากนักเนื่องจากไม่ได้นอนทั้งคืน ขึ้นรถไปก็หลับลูกเดียวเลย Orz ตื่นมาอีกทีความเป็นเมืองก็หายไปหมดซะแล้ว

On my way to Tsuru-shi
On my way to Tsuru-shi

#4 – บ้านนอกของจริง

อันนี้เป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ของทริปนี้เลยครับ ผมลงจากรถไฟมาก็เจอกับคุณลุงโฮสเจ้าของบ้านพักโบกมือพร้อมกับทักทายเป็นภาษาไทยชัดแจ๋วว่า “สวัสดีเตยคุง สบายดีไหม เดินทางเหนื่อยหรือเปล่า กินข้าวรึยัง” พร้อมกับพาผมไปที่บ้านเพื่อเก็บของและเตรียมตัวสำหรับที่เที่ยวแรกของทริปนี้ บ้านคุณลุงเป็นบ้านพักหลังสุดท้ายที่อยู่บนถนนเลยครับ เลยจากบ้านคุณลุงไปก็คือเข้าป่าเข้าภูเขาเรียบร้อย ถนนราดยางจะสุดที่หน้าบ้านคุณลุงพอดีเลยเป็นธรรมชาติมากๆ ผมมีโอกาสคุยกับคุณลุงเล็กน้อยระหว่างเตรียมตัวไปที่เที่ยวแรก คุณลุงบอกว่าคุณลุงมีโอกาสมาเมืองไทยหลายครั้ง มีเพื่อนอยู่ที่เมืองไทยหลายคน ทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทย นั่นเลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณลุงเรียนภาษาไทย และคุณลุงก็ชอบนักดนตรีไทยด้วย คุณลุงร้องเพลงให้ผมฟังหลายเพลงมาก ไม่ว่าจะเป็น กากากา ของ ปาล์มมี่, หรือ บัวลอย ของ คาราบาว คุณลุงก็ร้องได้

วิวจากหลังบ้านพัก
วิวจากหลังบ้านพัก

#5 – คุณลุงก็ถือว่าเป็น destination สำหรับทริปนี้ได้

ระหว่างสี่คืนที่ผมพักที่สีรึชิทำให้ผมรู้จักคุณลุงขึ้นเยอะมากในแต่ละวัน และแต่ละวันคุณลุงก็จะมีเรื่องมาเซอไพร้ผมได้ทุกวันจนผมคิดว่า การที่ได้มาเจอและรู้จักคุณลุงนี่ถือเป็นอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษกับทริปนี้มากๆเลย เลยอยากจะเขียนบันทึกถึงคุณลุงเอาไว้ คุณลุงชื่อว่า ซาชิโอ้ (Sachio) คุณลุงเป็นผู้ชายตัวเล็กๆแต่แข็งแกร่ง ตอนนี้คุณลุงเกษียรเรียบร้อย เลยมีงานหลักแค่อย่างเดียวคือการเป็นโฮสAirBnB และมีงานอดิเรกเป็นการปั่นจักรยาน ซึ่งคุณลุงบอกกับผมว่าสิ้นเดือนตุลาคมนี้คุณลุงก็มีลงแข่งจักรยานด้วย นั่นเลยทำให้ผมเจอคุณลุงหิ้วจักรยานพร้อมแต่งตัวชุดขี่จักรยานเกือบทุกวันระหว่างที่พักอยู่ที่นี่ นอกจากนี้งานอดิเรกอีกอย่างของคุณลุงคือการเรียนภาษาไทย ทุกวันนี้คุณลุงยังเรียนภาษาไทยผ่านทางสไกป์กับคุณครูคนไทย อาทิตย์ละครั้ง

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็คงไม่ทำให้ผมรู้สึกรักคุณลุงมากเท่ากับงานชิ้นหนึ่งที่คุณลุงมาชวนให้ผมเป็นผู้สนับสนุน ในคืนหนึ่งหลังจากที่เรานั่งคุยกันเรื่องแพลนเที่ยววันต่อไปของผมจบ คุณลุงบอกผมว่า ขอเวลาซักนิดได้ไหม ผมมีอะไรอยากให้ดู แล้วคุณลุงก็กลับมาพร้อมกับแฟ้มportfolioจำนวนมาก ในแฟ้มพวกนั้นเป็นจดหมาย, ผลการเรียน, วารสารต่างๆ จากโครงการ EDF ทั้งหมดเลย.

อะไรคือ EDF? EDF คือโครงการทุนการศึกษาเพื่อเด็กนักเรียนยากจนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ซึ่งคุณลุงบอกผมว่า คุณลุงให้เงินสนับสนุนโครงการนี้มาเป็นเวลา20ปีแล้ว โดยคุณลุงให้ทุนการศึกษากับน้องๆปีละ 3 คนมาตลอดแต่ช่วงหลังมานี้คุณลุงเกษียรแล้วรายได้ลดน้อยลงมาก เลยทำให้ไม่สามารถสนับสนุนโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่เหมือนเมื่อก่อน  ระหว่างที่คุณลุงอวดportfolioให้ผมดู ผมสังเกตเห็นว่ามีจดหมายจากไทยด้วย คุณลุงเห็นผมสนใจจดหมายเลยเล่าให้ผมฟังว่า ทุกๆปีเวลาคุณลุงให้เงินสนับสนุนเด็กๆ ทางโครงการจะให้เด็กๆจะแนะนำตัวพร้อมทั้งแนบรูปถ่ายส่งมาให้ ระหว่างปีก็จะมีการส่งจดหมายคุยกันบ้าง โดยที่ทางโครงการจะเป็นผู้แปลจดหมายจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ/ญี่ปุ่นให้คุณลุง คุณลุงได้โชว์ผลงานให้ผมดูมากมายและคุณลุงจำเด็กๆได้เกือบทุกคน อย่างมีเด็กคนหนึ่งคุณลุงบอกผมว่า ตอนนี้คนนี้เรียนจบมาทำงานเป็นครูเรียบร้อยแล้ว, คนนี้กำลังเข้ามหาวิทยาลัย, คนนี้เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยได้เกรียรตินิยมอันดับ1 และ ฯลฯ ผมฟังแล้วก็คิดในใจว่าอนาคตของเด็กไทยร่วมร้อยคนได้มาจากคนญี่ปุ่นตัวเล็กๆคนนี้เลยก็ว่าได้

สำหรับคนที่สนใจโครงการ สามารถอ่านเพิ่มเติมและสนับสนุนได้ผ่านทาง http://www.edfthai.org ครับ


Blog ต่อไปจะเริ่มเที่ยวจริงๆแล้วครับ

ญี่ปุ่น: ทริปสโลว์ไลฟ์แบบด่วนๆ (1)

ญี่ปุ่น: ทริปสโลว์ไลฟ์แบบด่วนๆ (3)

ญี่ปุ่น: ทริปสโลว์ไลฟ์แบบด่วนๆ (4)

ญี่ปุ่น: ทริปสโลว์ไลฟ์แบบด่วนๆ (5)

Advertisements

One thought on “ญี่ปุ่น: ทริปสโลว์ไลฟ์แบบด่วนๆ (2)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s