ญี่ปุ่น: ทริปสโลว์ไลฟ์แบบด่วนๆ (7)

#0- คิดว่าคงตัดจบที่ตอนนี้ เพราะผ่านมาหลายเดือนแล้วเขียนไม่จบซักที ความสดใหม่มันหายไป แต่จากรูป+โนตที่จดๆไว้และ trip planning ยังไม่ได้ลบทิ้ง ก็ยังพอเอามาเขียนเล่าให้ฟังได้อยู่

#1- Going to Shimizu but where it is and how to go there?

ชิมิสึ เป็นเขตนึงในจังหวัดชิสึโอกะ (Shizuoka) ที่ตั้งคร่าวๆจากแผนที่ญี่ปุ่นก็คือด้านล่างซ้ายของภูเขาฟูจิ

ตัวเมืองติดกับอ่าวซูรูกะ(Suruga bay) มีชินคันเซนวิ่งผ่าน(แต่ไปจอดที่เมืองถัดไป ต้องนั่งรถย้อนกลับประมาณ10-15นาที) การเดินทางสะดวกสบาย สามารถมาได้โดยต่อรถ/รถไฟไม่เกินห้าครั้งจากสนามบินฮาเนดะ คุยกับโฮสที่พักบอกว่าห้างที่เขาทำงานอยู่ก็มีทัวจากไทยมาเรื่อยๆเหมือนกัน แปลว่าเจริญระดับหนึ่งเลยทีเดียว

#2 – หลงทาง!

ผมมาถึงก็หลงทางเลยครับ สถานทีรถไฟที่นี่ ออกมาจะเจอกับป้ายรถเมล์หลายสิบป้ายตั้งอยู่ติดๆกัน แถมในใบบอกทางที่โฮสให้มาก็เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดอีกต่างหาก หลังจากพยายามกูเกิ้ลถามกับคนแถวๆนั้นก็ได้หมายเลขป้ายและสายรถที่ผมจะต้องนั่งเรียบร้อย พร้อมกับกำชับมาว่าผมต้องลงป้ายที่ 7 นับจากรถออก หลังจากนั่งรอประมาณ15นาที รถเมล์คันที่จะต้องขึ้นก็มา ระหว่างนั่งๆไปก็คอยนับเวลารถจอดไปด้วย จนลงมาป้ายที่7ตามที่คุณป้าบอกแล้วก็พบว่า… ชิบหาย กูไม่ได้นับเวลารถไม่จอดนี่หว่า แม่งเลยป้ายที่7มาไกลลิบเลย เพราะในแผนที่นั้นผมจะต้องลงแถว ๆ 4 แยก แต่ป้ายที่ผมลงนี้ดันไม่มี 4 แยกเลยซักนิดเดียว…

#3 – ขึ้นโรงพัก

ผมตัดสินใจเดินย้อนกลับตามทางที่นั่งรถมาทันที แต่ปัญหาต่อมาก็คือ ไม่รู้ว่าต้องเดินย้อนกลับไปไกลแค่ไหน และ ป้ายที่ 7 ที่คุณป้าแกบอก มันอยู่ตรงไหน หรือควรเรียกแท็กซี่ไปดี ระหว่างที่กำลังลังเล ก็เดินผ่านป้อมตำรวจเล็กๆ พอดี เลยแวะเข้าไปเพื่อถามทาง ทั้งๆที่รู้ว่าไม่น่าจะคุยกันรู้เรื่องนั่นแหละ แต่ปรากฏว่า ผิดคาดมาก เมื่อผมยื่นแผนที่และที่อยู่บ้านพักให้กับคุณตำรวจในป้อม แกก็ยกแฟ้มตราช้างอันใหญ่ๆออกมากาง ในนั้นเป็นแผนที่เมืองอย่างละเอียด อันนี้ทำให้ผมเป็นเลยว่าระบบผังเมือง ที่ดี ควรเป็นอย่างไร คุณตำรวจชี้ตำแหน่งปัจจุบันให้ผมดู พร้อมทั้งจุดที่ผมจะไป เรียกได้ว่าถึงจะฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไรแต่ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ผมต้องเดินตรงไปอีกกี่บล๊อก แล้วถึงจะต้องเลี้ยว หลังจากเลี้ยงต้องเดินอีกกี่บล๊อกถึงจะถึง บ้านพัก ประทับใจมากเลยทีเดียว

#4 – ชินจังและมาร์คคุง

ผมใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาทีจากโรงพักมาถึงบ้านพัก บ้านพักที่นี่จะค่อนข้างแตกต่างกับที่ผมอยู่ในซุรุชิอย่างมาก เพราะที่นี่พืันที่ค่อนข้างขับแคบกว่า แต่ทุกอย่างทันสมัยมากเหมือนอย่างที่พวกเราเคยเห็นกันตามทีวีเลย โฮสบ้านหลังนี้มีเจ้าของสองคน ชื่อชินจังและมาร์คคุง ทั้งคู่บอกว่าอันนี้เป็นเหมือนชื่อเล่นเพื่อให้คนต่างชาติอย่างผมออกเสียงได้ง่ายๆ จริงๆแล้วชื่อญี่ปุ่นเขาคือ ชินโนะสุเกะ และ มาซาฮิโร่ ต่างหาก

#5 – This is why they are super host

บ้านพักอันนี้ใน Airbnb บอกว่าเป็น super host ครับ ตอนจองผมก็ไม่ได้สนใจว่ามันคืออะไร จนมาได้รู้จักกับเจ้าของทั้งสองแล้วถึงรู้ว่าเพราะอะไรถึงได้มันมา ชินจังจะคอยอยู่ที่บ้านพักตลอดเวลาครับ ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ เลยไม่ต้องออกไปข้างนอก ก็จะคอยตอบข้อความคำถามต่างๆที่เราส่งผ่านAirBnB ได้ตลอดเวลา ส่วนมาร์คคุงนั้นเป็นผู้จัดการในห้างใกล้ๆสถานีรถ ซึ่งก็จะคอยไปรับไปส่งคนที่มาเข้าพักและบ้านพักได้ตลอดเวลา(ถ้าไม่ติดว่าช่วงเวลานั้นมีทัวเข้ามาที่ร้าน) และทั้งคู่สามารถให้คำแนะนำเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว, อาหาร, event ต่างๆ ในเมืองได้หมดเลย ถ้าเราสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่ม ทั้งคู่ยินดีช่วยเหลือเสมอ และบางครั้งก็พาไปส่งด้วย

#6 – เรือเฟอรี่

วันแรกที่มาถึง ผมไม่ได้ทำอะไรมากนักเพราะมาถึงก็บ่ายๆแล้ว เลยทำได้แค่ซักเสื้อผ้า เดินเล่นสำรวจพื้นที่รอบๆที่พัก พอตกเย็นมาร์คคุงก็พาไปร้านอาหารเนปาลที่เพื่อนของเขาเปิดอยู่ หลังจากกลับมาถึงห้องเราก็คุยกันเรื่องแพลนเที่ยวคร่าวๆของผมในวันพรุ่งนี้ ผมบอกว่าผมอยากนั่งเรือข้าม Suruga bay ไป Toi ทั้งคู่แอบเซอไพร้ที่ผมรู้จักเส้นทางเรือนี้ด้วย แต่เช้ามาพาผมไปส่งถึงท่าเรือพร้อมทั้งช่วยจัดการซื้อตั๋วให้เรียบร้อย (ข้อมูลคร่าวๆเรื่องเรือที่ผมนั่ง)

#7 – Toi

ผมใช้เวลาอยู่บนเรือประมาณ1ชั่วโมง ก็ถึงท่าเรือ Toi โดยสวัสดิภาพ บนเกาะนี้ค่อนข้างเงียบเหงา จากที่เพื่อนผมเล่าให้ฟัง เมื่อ(หลายสิบปี)ก่อน ที่นี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจหลักๆของคนที่อาศัยย่านนี้แหละ อารมเหมือนคนกทม.ไปเที่ยวชะอำหัวหิน แต่หลังๆระบบการคมนาคมที่เปลี่ยนไป เดินทางได้ไกลมากขึ้น คนเลยมาเที่ยวน้อยลงเลยทำให้เกาะนี้ดูหงอยๆลงไป ผมใช้เวลาอยู่ที่เกาะนี้เกือบทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากนักเพราะเจ็บขาอยู่ ทำได้แค่เดินเล่นไปรอบๆท่าเรือและเมืองที่อยู่ติดกับท่าเรือและก็หัดถ่ายภาพเท่านั้นเอง

#8 – Shimizu night life

หลังจากกลับมาจาก Toi คืนนี้ มาร์คคุงจะพาผมไปร้านอิซากายะเพื่อตอบสนองนี๊ดของผมที่อยากลองกินเบียร์แบบไร้แอลกอฮอลและได้กินเหล้าในร้านแบบคนในพื้นที่จริงๆ ผมจำชื่อร้านไม่ได้แล้ว แต่จำได้แค่ว่าชื่อร้านเป็นชื่อเดียวกับ เทพเจ้าประจำร้านเหล้า และทั้งคู่ก็แซวว่าเหมือนผมซะเหลือเกินชาติก่อนผมคงเคยเกิดเป็นเทพเจ้าแน่ๆ เรานั่งกินๆคุยๆกันอยู่2-3ชั่วโมงได้ ผมมีโอกาสได้ลองเมนูแปลกๆใหม่ๆ เยอะทีเดียว ทั้งเหล้าสาเกของแต่ละภูมิภาคในญี่ปุ่น, เบียร์ฮอปปี้(เบียร์ไม่มีแอลกอฮอ), และอาหารกับแกล้มต่างๆที่จำชื่อเรียกไม่ได้แล้ว และได้นั่งแท็กซี่ที่เขาว่าราคามหาโหดเป็นครั้งแรกด้วยเพราะเราสองคนเมาเกินกว่าจะไปยืนรอรถเมล์ไหว

12143138_832447473538926_7110243711351744631_n
เมากันในร้านเหล้า รูปปั้นด้านบนซ้ายของรูป คือเทพเจ้าประจำร้านเหล้า

#9 – ตลาดปลาชิมิสึ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของผมที่ชิมิสึ เป็นวันที่แพลนหลวมมากๆ เพราะผมตั้งใจแค่ว่าจะกินปลาที่ตลาดปลาให้พุงกาง แล้วก็กลับเข้าเมือง ผมเห็นหลายๆคนที่มาถามผมหลังจากผมกลับมาเมืองไทย ว่าได้ไปตลาดปลาสึคิจิรึเปล่า แล้วผมบอกว่าไม่ได้ไป หลายๆคนก็จะทำเหมือนกับว่าผมไปไม่ถึงญี่ปุ่น – -” คือผมจะบอกว่า ญี่ปุ่นเป็นเกาะนะครับ มั่นใจได้ว่าถ้าเมืองที่คุณไปเที่ยวแล้วติดทะเลติดท่าเรือ ยังไงก็มีตลาดปลามีปลาสดๆให้กินครับ ไม่ต้องถ่อไปถึงสึคิจิก็ได้(แต่เดี่ยวก็ไม่มีให้ไปแล้วนี่เนอะ) สำหรับคนที่สนใจตามรอยก็ลองgoogle mapตามโลเคชั่นนี้ดูเลยครับ (清水魚市場河岸の市 , 〒424-0823清水区島崎町149)

12010481_10153270953055028_5452780447677422328_o (1)
เซทอาหารที่ตลาดปลา

#10 – looking around the city

หลังจากกินข้าวที่ตลาดปลาเสร็จ ผมมีนัดกับมาร์คคุงเอาไว้ว่าจะไปกินข้าวกลางวันด้วยกันในห้างที่เขาทำงานอยู่ แต่ผมยังเห็นว่าเหลือเวลาอีก2ชั่วโมงและก็ยังอิ่มพอสมควรจากเมื้อเช้าที่ตลาดปลา เลยตัดสินใจว่าเดินไปก็ได้จากกูเกิ้ลแมพมันก็ไม่ได้ไกลเลย แถมเมื่อคืนแรกที่มาเขาก็ชี้ๆทางให้ดูแล้วด้วย แล้วยังมีเวลาสองชั่วโมงเหลือเฟือมากๆ แต่…ทุกอย่างก็ผิดคาดครับ ผมหลงทางเข้าไปทางตัน =_= กว่าจะเดินเข้ามาถึงทางตันนี่ก็ก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมงแล้ว กว่าจะเดินออกและเดินไปถึงห้างมาร์คคุงอีกคงไม่ทันเที่ยงแน่ๆ เลยmsgไปบอกมาร์คคุงว่าคงไม่ได้กินแล้วแน่ๆ และผมเลยเปลี่ยนแพลนเป็นเดินเล่นรอบๆเมืองตรงโซนใกล้ๆสถานีรถไฟแทนเจออะไรน่าสนใจหลายๆอย่างเหมือนกัน

  • อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเมืองนี้เป็นเมืองท่า เลยมีครอบครัว, คู่รัก, คนเดียว มาตกปลาตามท่าเรือเยอะมาก ตรงที่ผมหลงทางเข้าไปนี่นับคร่าวๆก็มีคนวางเบ็ดตกปลาเอาไว้เกิน20อันซะอีก (บางคนใช้เบ็ดสองอันก็มี)
  • ช่วงบ่ายๆหน้าห้างมีพื้นที่open space เปิดให้วัยรุ่นมาใช้พื้นที่ตรงนี้ทำการแสดงโชว์ได้ มีเล่นพลาดบ้างอะไรบ้างแต่ก็ถือว่าดี ที่สนับสนุนให้เด็กๆมีกิจกรรมทำ
  • พื้นที่แถวๆท่าเรือ มีพื้นที่ว่างมีกลุ่มคนรักรถเอารถมาประชันโฉมกันเยอะเหมือนกัน
  • มีหน้าผาจำลองให้ปีน กลุ่มคนที่มาปีนมีแต่คุณลุงคุณป้า 50+ กันทั้งนั้นเลย

#11 – สู่ความวุ่นวาย

หลังจากเดินดูรอบๆเมืองพอสมควร(ยังเสียใจที่อดไปหลายที่อยู่เพราะเวลาไม่พอและหลงทางนั่นแหละ) ก็ได้เวลากลับเข้าเมืองเตรียมบินกลับซักที คราวนี้ผมกลับด้วยการนั่งชินคันเซ็นครับ เป็นครั้งแรกเลยที่จะได้นั่งรถไฟความเร็วสูง ความรู้สึกอย่างเดียวที่บอกได้ตอนนั่งก็คือ… เหมือนนั่งรถไฟฟ้าBTS, MRT นั่นแหละ แค่ภาพข้างนอกมันผ่านเราไปเร็วกว่าแค่นั้นเอง รวมๆผมใช้เวลาประมาณเกือบๆสองชั่วโมง จากชิมิสึ กลับมาถึง เฮวาจิมะ ซึ่งเป็นเมืองที่ผมจะพักก่อนบินกลับเช้าวันถัดไป

ที่พักของผมคืนนี้เป็นออนเซ็นแบบครบวงจรครับ คือมี ที่ให้นอนพัก มีห้องอาหาร มีที่ให้อาบน้ำ มีรถชัทเติ้ลบัสรับส่งถึงสนามบิน ดูข้อมูลได้ที่นี่

ดูลิ้งข้างบนแล้วอาจจะ งงๆ ผมสรุปให้ง่ายๆว่าตัวออนเซ็นนี่จริงๆก็เหมือนเป็น 1 facility ของห้างที่ชื่อ Big-fun ครับ ในห้างก็จะมีหลายๆชั้นหลายๆโซนกิจกรรม ทั้งชั้นที่มีตู้เกม ชั้นที่มีร้านอาหาร โซนชอปปิ้งฯลฯ เพราะฉนั้นถ้ามาแล้วเราก็จะมีโอกาสได้เจอคนหลากหลายกลุ่มมาก ทั้งคนที่อาศัยอยู่แถวนี้แล้วมาใช้บริการออนเซ็นที่นี่ (ลองนึกภาพการ์ตูนญี่ปุ่น ที่มีโรงอาบน้ำใกล้ๆบ้าน) หรือจะคนที่ต้องขึ้นเครื่องบินที่ฮาเนดะ(อย่างรอบที่ผมมาตอนช่วงเที่ยงคืนก็มีกลุ่มทัว ที่จะต้องบินที่ฮาเนดะ มาพักค้างคืนกันกลุ่มใหญ่เหมือนกันครับ)

ตรงนี้ผมไม่มีอะไรเล่าให้ฟังมากนัก เพราะมาถึงแบบงงๆ แล้วพนักงานก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย บอกแต่แค่ว่าให้ฝากกระเป๋าไว้ แล้วกล้องกับอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ฆ่าเวลาของผมก็อยู่ในนั้นซะด้วย ผมเลยได้แค่หลับยาวๆแล้วก็ตื่นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้านเท่านั้นเอง

#13 – ลาก่อน

เช้ามืดวันนี้มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นนิดหน่อยครับ คือ ตั๋วเครื่องบินที่ผมปริ้นท์มา มันบอกว่าผมจะต้องขึ้นเครื่องที่ ฮาเนดะโดเมสติกเทอมินอล1 แต่ผมดันไม่เชื่อใจตัวเอง เลยไปถามจนท. ที่ออนเซ็นตอนก่อนออกว่าผมต้องลงอันที่เท่าไหร่ เพราะผมไม่เข้าใจที่พนักงานขับรถบอกแน่ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกให้ผมลงป้ายสุดท้ายครับ ลาสวันๆ แต่พอถึงเวลาจริงๆ เจ้าลาสวันที่เขาบอก มันดันเป็น อินเตอร์แนชั่นแนล เทอมินอล1 หลังจากหลงๆ งงๆ ไม่มีจนท.ให้ถาม เพราะมาถึงเพิ่งตีสี่ เลยลองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่าง เทอมินอลในประเทศและนอกประเทศ เพื่อดูเที่ยวบินที่ต้องบินออกอยู่พักใหญ่ๆก็สรุปได้ว่าผมต้องบิน ที่เทอมินอลในประเทศก่อน แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความปกติสุข เดินทางกลับสู่กทม. อย่างสวัสดิภาพ

12182492_10153270954140028_6454920713041157769_o
เช้าวันฝนตกก่อนกลับ มี(ก้อนเมฆ)ปลามาส่งกลับบ้านด้วย

#14 – บทส่งท้าย

โดยรวมทริปนี้ให้อะไรๆกับผมหลายอย่างเลยทีเดียว เป็นบทเรียนที่ราคาสมน้ำสมเนื้อกับการเตรียมตัวที่ฉุกละหุก ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ถามว่าเข็ดไหมก็คงบอกเลยว่าไม่ แล้วเจอกันใหม่เมื่อใจต้องการ

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s